“Ford v Ferrari” ต้นๆ รถเป็นอะไรน่ะ

Movies News

ผมเป็นคนไม่ชอบความเร็วครับ เวลาเห็นรถเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วแล้วมันเสียว เวลาขับรถก็ขับอยู่ในอัตราเร่งที่เรียกว่า “เร็วกว่าเต่ากัดยางนิดนึง” เร็วกว่านั้นใจมันหวิวๆ น่ะครับ

อาจเพราะเป็นคนไม่พิสมัยความเร็วแรงอะไรแบบนี้มั้งครับ มันจึงสะท้อนออกมาเวลาที่จะต้องเลือกดูหนังสักเรื่อง เพราะเชื่อไหมครับว่าหนังที่เกี่ยวกับการแข่งรถ หรือประลองความเร็วสกุล Fast and Furious หรืออะไรแบบนี้นี่ผมไม่เคยดูเลยครับ ทั้งที่หนังเขาก็ได้รับความนิยมสร้างกันมาจะครบสิบภาคแล้ว แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกอยากชวนตัวเองเข้าไปนั่งดูอยู่ดี อ้อ แต่ทั้งนี้ก็ต้องยกเว้นหนังเรื่อง Rush (2013) ของ รอน โฮเวิร์ด ไว้เรื่องหนึ่งนะครับ อันนั้นหนังเขาดีและสนุกจริงๆ

แล้วก็ต้องยกเว้น Ford v Ferrari หนังเรื่องล่าสุดของ เจมส์ แมนโกลด์ (ผู้กำกับ Cop Land, Walk The Line, Logan ฯลฯ) ที่ผมเพิ่งไปดูมาสดๆ ร้อนๆ อีกเรื่องหนึ่งด้วย นับเป็นหนังติดล้อเรื่องที่สองที่ผมเสียเงินดูนะครับ แล้วก็ไม่ผิดหวังเลยที่เลือกดูหนังเรื่องนี้

มีความคล้ายคลึงกันระหว่าง Rush กับ Ford v Ferrari นะครับ ทั้งสองเรื่องสร้างจากเรื่องจริงเหมือนกัน เรื่องแรกเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างสองนักแข่งยอดฝีมือ เจมส์ ฮันท์ กับ นิกกี เลาดา ขณะที่เรื่องที่สองนั้นเล่าเรื่องของเพื่อนคู่หู แคโรล เชลบี้ (แมตต์ เดมอน) กับ เคน ไมลส์ (คริสเตียน เบล) ที่ช่วยกันสร้างรถรุ่น GT40 อันลือลั่น และเอาชนะรถของเฟอร์รารีซึ่งถือว่าเป็นราชาแห่งความเร็วและแรง ในการแข่งขัน เลอ มังส์ ซึ่งว่ากันโหดหินที่สุด เพราะเขาแข่งกันทั้งวันทั้งคืน 24 ชั่วโมงได้สำเร็จ

จริงๆ ทั้งสองเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์แห่งโลกความเร็วนั้นเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นน่าประทับใจทั้งคู่ครับ ยิ่งพอเอามาทำเป็นหนังโดยสองนักทำหนังที่เก่งทั้งคู่ (โฮเวิร์ด กับ แมนโกลด์) Rush กับ Ford v Ferrari ก็เลยเบียดๆ สูสีคู่คี่กันพอสมควร อาจจะออกตัว เข้าโค้ง ไปจนถึงทะยานเข้าเส้นชัยไล่ๆ กัน แต่ถ้าวัดกันด้วยภาพถ่าย ผมคิดว่า Ford v Ferrari เหนือกว่า Rush เล็กน้อย

บอกก่อนว่านี่เป็นการตัดสินส่วนตัวนะครับ

ที่ให้ Ford v Ferrari เข้าเส้นชัยก่อน Rush ในระดับเสี้ยววินาทีนั้นเพราะผมคิดว่า แม้ทั้งสองเรื่องจะมีแกนหลักอยู่ที่การขับเคี่ยวกันแบบถึงพริกถึงขิง สู้กันแบบลูกผู้ชายที่เอาทั้งตัวทั้งจิตวิญญาณลงไปคลุกกับมัน แต่ Rush ดูเป็นการสู้กันในระดับปัจเจก คือ เจมส์ ฮันท์ สู้กับ นิกกี เลาดา ทั้งสองฝ่ายยอมที่จะเผาไหม้ตัวเองเพื่อชัยชนะเหนืออีกคน ชัยชนะนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันคุณค่าและความหมายของชีวิตของพวกเขา

แต่ Ford v Ferrari นั้นเล่าเรื่องที่เป็นแกนสำคัญจริงๆ อย่างการยืนยันทำในสิ่งที่เชื่อ ทำในสิ่งที่รัก แม้ว่าจะต้องอยู่ในระบบที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ระบบที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมสกปรกต่างๆ ระบบที่มุ่งหวังที่จะเอาชนะคะคานกันด้วยอีโก้ และตามมาด้วยความมุ่งหวังที่จะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ สิ่งที่สองตัวละครอย่าง เชลบี้ และ ไมลส์ ทำก็คือการใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในระบบนั้น และต่อต้านมันจากข้างใน โดยไม่พยายามให้ระบบนั้นกลืนกินตัวเอง

คริสเตียน เบล เป็น เคน ไมลส์

สุดท้ายก็มีการเผาไหม้เสียสละตัวเองให้กับสิ่งที่รักใม่ต่างอะไรกับ Rush แต่ใน Ford v Ferrari เราจะได้เห็นการก้าวข้ามเหตุการณ์อันเป็นบาดแผลในชีวิตของตัวละครได้อย่างน่าประทับใจ ได้เห็นความรักระหว่างคนในครอบครัวที่ประคับประคองกันยามเผชิญหน้ากับมรสุมชีวิต ได้เห็นความรักความห่วงใยของเพื่อนร่วมอาชีพ ได้เห็นการเสียสละทำเพื่อส่วนรวมมากกว่าอีโก้ของตัวเอง สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงทำให้ Ford V Ferrari ดูกลมกล่อมกว่า Rush นิดเดียว ย้ำว่านิดเดียวนะครับ

ใครที่ชอบความเร็ว ควรไปดูเรื่องนี้ แต่ใครที่ไม่ชอบอย่างผมก็ไปดูได้เลยครับนี่เป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง